คางกบ คางกลม คางไม่สมส่วน...ซ่อมได้!!!

          คาง (CHIN) อีกหนึ่งศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมทำกันมาก เนื่องจากสามารถปรับสรีระของรูปหน้า ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ทั้งการเสริม เติม ลด ที่ค่อนข้างปลอดภัย ให้ผลข้างเคียงน้อย ยกเว้นกรณีรผ่าตัดที่จัดว่าเป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ก่อนที่เราจะเข้าถึงทางเลือกต่างๆ ในการทำศัลยกรรมแก้ไขคางผิดรูปให้กลับสวยสมบูรณ์แบบนั้น มารู้จักองค์ประกอบหลักของคางให้กระจ่างก่อนตัดสินใจซ่อมด้วยวิธีที่เหมาะสมกันดีกว่า

          ในทางทฤษฎีใบหน้าของคนปกติจะมีอวัยวะที่นูนอยู่ 4 ตำแหน่ง คือ หน้าผาก จมูก แก้ม และคาง ใบหน้าที่ดูงดงามจะมีความสมดุลอยู่ใน 4 ตำแหน่งนี้ หากส่วนใดส่วนหนึ่งนูนมากหรือน้อยจนเกินไป การปรับลด เสริมเพิ่มจะช่วยให้ใบหน้ามีความสมดุลขึ้นได้ เช่นเดียวกับการเสริมคาง หากอยากรู้ว่าคางคุณสวยสมดุลดีแล้วหรือยังนั้น มีหลักง่ายๆ เพียงลองใช้เส้นลากจากปลายจมูกผ่านรอยหยักริมฝีปากด้านบนตรงตำแหน่งรูปคันศรกามเทพ (Cupid’s Bow) ตรงลงไปโดนคาง หากสัมผัสกันพอดี จึงเรียกว่ามีรูปคางที่ปกติ หากถอยไปนิดหรือล้ำหน้าไปหน่อยไม่ใช่ปัญหา ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับได้ ส่วน ‘ทรงคาง’ ที่สวยและคนนิยมทำกันมากจะมีลักษณะเป็นรูป S Shape คือ มองจากใต้ริมฝีปากล่างจะบุ๋มลึกลงไปก่อนจะตีโค้งโหนกขึ้นรับกับริมฝีปากซึ่งสัดส่วนต้องสวยพอดีด้วย

          สำหรับโครงสร้างหลักของคาง(ไล่ตามลำดับ) ประกอบด้วย ผิวหนังชั้นนอก ชั้นไขมัน กล้ามเนื้อส่วนที่ช่วยในการขยับปาก (เป็นกล้ามเนื้อส่วนแสดงอารมณ์ความรู้สึก) เยื้อหุ้มกระดูก และกระดูก โดยบริเวณคางนี้จะไม่มีเส้นประสาทที่สำคัญมากนัก จัดว่าเป็นพื้นที่แก้ไข ศัลยกรรมตกแต่งได้ง่าย และมีความปลอดภัยสูง

วิเคราะห์ปัญหาและแนวทางรักษา

คางสั้น  (คางยื้นไปไม่ถึงตัวเส้นสมมุติ)
วิธีรักษาและแนวทางแก้ไข ทำได้ 3 วิธี
1.การผ่าตัดโดยเลื่อนกระดูกคางให้ยื่นไปข้างหน้า  ใช้ในกรณีที่ต้องการเสริมคางมากๆ มีวิธีการคือ ทำการตัดกระดูกคางแล้วเลื่อนส่วนที่หักให้ยื่นไปข้างหน้า จากนั้นตรึงด้วยการใส่โลหะยึดเอาไว้
ข้อควรระวัง  มีข้อดีคือไม่ต้องใส่สารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ส่วนข้อเสียคือเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างยาก ต้องวางยาสลบ พักฟื้นนาน

2.การเสริมซิริโคน ใช้ในกรณีที่ต้องการเสริมคางน้อยถึงปานกลาง ศัลยแพทย์จะเหลาซิลิโคนให้เป็นรูปคล้ายๆสระ ‘อิ’ แล้วใส่เข้าไปในปาก(ทางช่องระหว่างเหงือกและริมฝีปากด้านใน) จากนั้นจะเย็บซ่อนแผลไว้ด้านในช่องปาก ซึ่งสามารถวางซิริโคนได้ 2 ทาง คือ เสริมด้านหน้า และเสริมค่อนมาทางด้านล่าง(ในกรณีคางขาด)  
ข้อควรระวัง
มีข้อดีคือเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างง่าย ปลอดภัย ใช้เวลาไม่นาน และไม่ต้องวางยาสลบ ส่วนข้อเสียคือต้องสอดใส่ซิลิโคนเข้าไว้ในร่างกาย

3.การฉีดฟิลเลอร์(FILLER) สามารถเลือกฉีดได้ 2 ชนิด คือ ฉีดด้วยไขมันตัวเอง และ ฉีดด้วยสารสังเคราะห์ ก่อนฉีดแพทย์จะแนะสรรพคุณแต่ละชนิดเพื่อให้คนไข้พิจรณาว่า จะเลือกฉีดไขมัน ที่มีข้อดีคือ ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่จะสลายไปได้บางส่วน ซึ่งไม่สามารถกำหนดปริมาณการฉีดมากหรือน้อยให้พอดีกับรูปคางได้ตายตัว ส่วนการเติมสารสังเคราะห์ซึ่งไม่เจ็บตัวมาก แต่ก็มักจะต้องสลายตัวเมื่อเวลาผ่านไป ยกเว้นสารที่เป็น Permanent ซึ่งไม่แนะนำ
ข้อควรระวัง  ปัญหาการไหลของสารสังเคราะห์ หากฉีดในผิวหนังที่ถูกชั้นโดยแพทย์ที่ชำนาญจะไม่เกิดการไหล ในกรณีเกิดการไหล สันนิษฐานได้ว่าใช้สารเต็มเต็มที่มีอันตราย

 

คางยื่น คางเกิน (กระดูกยื่นและยาวเกินพอดี)
วิธีรักษาและแนวทางแก้ไข
อาจใช้วิธีเหลากระดูกออกในกรณีที่หากคางยื่นไม่มากนัก ในกรณีที่คนไข้มีความผิดปกติของการสบฟัน อาจจำเป็นต้องปรึกษาทันตแพทย์จัดฟัน เพื่อพิจารณาผ่าตัดเลื่อนกรามล่างที่อันตรายให้ถอยหลัง ซึ่งต้องอาศัยทันตแพทย์จัดฟันช่วยพิจารณาร่วมด้วย

คางสองชั้น / คางกบ (Frog Lift Chin) เกิดจากพันธุกรรม หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
วิธีรักษาและแนวทางแก้ไข
ปัญหาเกิดจากไขมันกองสะสมอยู่บริเวณใต้คาง จึงต้องทำการเอาไขมันนั้นออก ด้วย 2 วิธี  คือ

1.การดูดไขมัน ใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นหลอดดูดขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 มิลลิเมตรโดยวิธี Wet Technique คือการเอาสารละลายที่ผสมระหว่าง น้ำเกลือ ยาชา แอดรีพาสัน ฉีดเข้าไปในชั้นไขมัน เพื่อทำให้เส้นเลือดฝ่อไขมันละลายได้ที่จึงดูดออกมา
ข้อควรระวัง หลังดูดคนไขต้องใส่ Head Wrap/Chin Wrap เพื่อกระชับผิวหนังใต้คางประมาณ 3-7 วัน เพราะชั้นผิวที่ถูกดูดจะเกิดเป็นโพร่งจากหลอดเครื่องมือที่สอดเข้าไป หากไม่เครื่องรัดตรึง (Pressure Garment) ของเหลว อย่าง เลือด น้ำเหลือง ฯลฯ อาจเข้ามาแทนที่จนกลายเป็นคางสองชั้นเช่นเดิม หรือได้ผลไม่เต็มที่

2.การผ่าตัด ใช้ในกรณีที่มีไขมันเยอะมากและมีกล้ามเนื้อแยกออกจากกัน โดยศัลยแพทย์จะทำการกรีดผิวหนังใต้คางแล้วเลาะเอาก้อนไขมันนั้นออกแล้วจึงเย็บกล้ามเนื้อเกี่ยวกัน แผลที่เย็บปิดจะมีขนาดเล็กซ้อนอยู่ใต้คางหากไม่สังเกตจะมองไม่เห็น


ข้อควรระวัง คนไข้ที่มีคางกบและผิวหนังหย่อนยาน การผ่าตัดรักษาเช่นที่กล่าวมาอาจไม่เพียงพอ ควรต้องรักษาควบคู่ไปกับการดึงคอ โดยการเปิดผิวหลังหูตามแนวไรผม สำหรับดึงผิวหนังใต้คางและลำคอให้ตึง(Neck Lift Surgery and Platysma Plasty) คล้ายกับการดึงหน้า

 

คางบุ๋มและวิธีสร้างคางบุ๋ม Chin Dimple (เกิดจากกล้ามเนื้อคางผิดปกติ)
วิธีรักษาและแนวทางแก้ไข 
มีทั้งคนที่อยากให้เป็นและอยากแก้ให้หาย แนวทางรักษาใช้วิธีเย็บผิวหนังคางผ่านทางช่องปาก ส่วนการแก้ไขคางบุ๋มอาจใช้การฉีดโบท๊อกเพื่อทำลายกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้คลายตัว หรือ ฉีดฟิลเลอร์เติมคางส่วนที่บุ๋มให้เต็ม ตื้นขึ้น
ข้อควรระวัง โดยส่วนตัวการผ่าตัดคางบุ๋มไม่น่าสนใจทำ... เป็นการสร้างเสน่ห์บนความพิการอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง


Special Care Before & After Surgery
*สภาพร่างกายและ จิตใจต้องพร้อมก่อนผ่าตัด การผ่าตัดโดยดมยาสลบต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
*ต้องไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการผ่าตัด คนไข้ต้องไม่กินยาห้ามเลือด เป็นต้น
*ระวังอย่าให้แผลติดเชื้อพยายามรักษาแผลให้สะอาด
*การผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคนสามารถกลับบ้านได้เลย คางจะบวมมากในช่วง 2 วันแรก จากนั้นจะค่อยๆ หายบวมลง หมั่นประคบเย็นบริเวณแผลใน 48 ชม.แรกจะช่วยลดอาการบวม ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
*เลือกทานเฉพาะอาหารเหลว เพื่อให้แผลเริ่มติดแล้วจึงกินอาหารตามปกติได้
*หลังผ่าตัด 48 ชั่วโมงสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ *เพศชายจะมีลักษณะกล้ามเนื้อที่แตกต่างจากเพศหญิง การผ่าตัดอาจเสียเลือดมากและแผลหายยากกว่าเล็กน้อย

 

Plastic surgeon says:
นพ.ภูมิศักดิ์ ศักดิ์ศรี ศัลยแพทย์ ที่ปรึกษาด้านศัลยกรรมและเสริมความงาม  โรงพยาบาลบีเอ็นเอช
ศัลยแพทย์จะประเมินปัญหาจาก  5 ปัจจัยหลัก คือ ไขมัน กล้ามเนื้อ ผิวหนัง มุมคาง และ กระดูก พร้อมเลือกวิธีรักษาที่ดีที่สุด กรณีที่คนไข้มีเหนียงคอ แต่ไม่มีไขมัน ถ้าเป็นมากอาจต้องทำการผ่าตัดเย็บกล้ามเนื้อที่แยกใต้คางให้สนิทก่อนดึงผิวหนังคอ ถ้าเป็นไม่มากอาจพิจารณาดึงหน้าหรือดึงหลังเพียงรอยเดียวก็พอ ถ้ามีแต่ไขมันเกินกล้ามเนื้อปกติ แก้ไขด้วยวิธีดูดไขมันก็พอ แต่หากมีไขมันเกินร่วมกับกล้ามเนื้อแยก(TGF) อาจแก้ไขได้โดยเปิดซ่อมกล้ามเนื้อร่วมกับการดูดไขมันช่วยด้วย ส่วนอีกปัญหาสำคัญที่เป็นกันมาก ‘มุมคางกับลำคอ’ ผู้มีอายุน้อยจะมีลักษณะมุมคอมองเป็นมุมฉาก ส่วนคนที่อายุเริ่มมากมุมคอจะค่อยๆ ป้าน เกิดจากไขมัน ภายในดันออกมา แก้ไขได้ด้วยการดูดไขมัน สิ่งสำคัญคือหลังผ่าตัดต้องใส่เครื่องรัดตรึง Head Wrap/Chin Wrap เพื่อกระชับผิวหนังใต้คาง ทั้งนี้คนไข้ไม่ควรเร่งรัดการผ่าตัด เพราะอาจจะเป็นผลเสียแก่ตัวคนไข้เอง ควรพิจารณาร่วมกันกับแพทย์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด